บทที่ 7 มิคิดเป็นฮูหยินท่านแล้ว

ตอนที่ 7 มิคิดเป็นฮูหยินท่านแล้ว

วันรุ่งขึ้น

ยามอู่ (11:00–12:59 น.)

โรงน้ำชาฝูเสวียนยังคงคึกคักเช่นทุกวัน อิ่งหลัวยืนแอบอยู่ด้านนอก ใช้เสาไม้ต้นใหญ่บดบังร่างของตนเอง นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นเพียงคำโกหกเพื่อให้นางถอดใจ

แต่เมื่อสายตากวาดเข้าไปภายใน...นางก็เห็นหานอวิ๋นเฉิงกำลังนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง เบื้องหน้าของเขา มีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม ใบหน้างดงาม กิริยาสุภาพอ่อนโยน ทั้งสองสนทนากันด้วยท่าทีผ่อนคลาย

เป็นบางช่วง...นางยังเห็นมุมปากของหานอวิ๋นเฉิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อน ๆภาพนั้นราวกับคมมีดที่ค่อย ๆ กรีดลงบนหัวใจของอิ่งหลัว ที่แท้...เขาคงจะชอบนางผู้นั้นจริงๆ

นางยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะก้าวเข้าไป น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลอจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว

สารภาพรักก็ทำแล้ว พยายามไล่ตามก็ทำแล้ว

แต่สุดท้าย...ผู้ที่เขาเลือกกลับไม่ใช่นาง

อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบงัน

ภายในร้านน้ำชาฝูเสวียน เสียงพิณแผ่วเบาลอยคลอไปกับกลิ่นหอมของชาที่ค่อย ๆ กระจายทั่วห้องรับรองส่วนตัว บรรยากาศภายนอกยังคงคึกคักด้วยผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ภายในห้องกลับเงียบสงบ ราวกับแยกขาดจากโลกภายนอก

หานอวิ๋นเฉิงนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลายังคงไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ เขามองผ่านบานหน้าต่าง เห็นเพียงแผ่นหลังของร่างบางที่ค่อย ๆ เดินจากไป

“นางกลับไปแล้วขอรับ”ลู่เหวินกระซิบเบา ๆ

หานอวิ๋นเฉิงพยักหน้าเพียงเล็กน้อย“เช่นนั้นก็ดี”

เขาตอบเสียงเรียบ แต่มือที่วางอยู่บนหน้าตักกลับค่อย ๆ กำแน่นโดยไม่รู้ตัว จนข้อนิ้วซีดขาว

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงคลายมือออก ก่อนถอนหายใจแผ่วเบา ราวกับปล่อยความหนักอึ้งในใจ“หวังว่าการได้เห็นกับตาเช่นนี้ จะทำให้นางตัดใจได้เสียที”

เขาก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ไม่ควรเกินเลยไปกว่านั้น หากปล่อยให้นางยึดมั่นในความรู้สึกต่อไป วันหนึ่งคนที่จะได้รับความเสียหายมากที่สุดก็คือนาง

หานอวิ๋นเฉิงเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำในวันนี้ แม้อาจทำให้นางเสียใจ แต่ย่อมดีกว่าการปล่อยให้นางมีความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง

อิ่งหลัวกลับมาถึงจวนในยามเว่ย (13:00–14:59 น.)

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง นางก็ปิดประตูลงเบา ๆ ก่อนจะเดินไปยังเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างเล็กทรุดตัวลง ฟุบหน้ากับหมอนทันทีความอดทนที่พยายามฝืนมาตลอดทางพังทลายลงในพริบตา เสี่ยวเถาสาวใช้ได้แต่มองนายสาวด้วยความสงสารจับใจ นางจึงทำเพียงเติมถ่านไฟเงียบๆ

“ฮึก...”เสียงสะอื้นดังแผ่ว ๆ ก่อนจะกลายเป็นการร้องไห้อย่างสุดกลั้น น้ำตาไหลซึมเปียกหมอนผืนนุ่ม ไหล่บางสั่นไหวไม่หยุด นิ้วเรียวกำผ้าปูที่นอนแน่นราวกับต้องการระบายความเจ็บปวดทั้งหมดออกมา

             นางร้องไห้อยู่นาน จนดวงตาแดงก่ำและเปลือกตาบวมช้ำ

ผ่านไปครู่ใหญ่ อิ่งหลัวจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาแรง ๆ พยายามฝืนยิ้มให้ตนเองในกระจก แม้รอยยิ้มนั้นจะดูเศร้าจนน่าเวทนาก็ตาม

เดิมทีนางตั้งใจว่าจะตามเกี้ยวเขาให้ถึงที่สุด ต่อให้ถูกปฏิเสธอีกกี่ครั้ง นางก็จะไม่ยอมแพ้แต่เมื่อได้เห็นกับตาว่าเขามีสตรีที่ชอบอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังผลักไสนางเสียถึงเพียงนี้ หากยังดึงดันต่อไป...คงมีแต่จะทำให้เขาลำบากใจ และตัวนางเองก็ดูไร้ค่า

อิ่งหลัวหลับตาลง สูดลมหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะยกมือแตะหน้าอกตนเองที่ยังปวดหนึบไม่หายนางฝืนยิ้มทั้งน้ำตา หยดน้ำตาหยดสุดท้ายร่วงลงบนหลังมือ

แปะ

“หากมันจะยากถึงเพียงนี้ ข้ามิคิดเป็นฮูหยินท่านแล้วก็ได้” นางพึมพำกับตนเองก่อนจะฟุบไปกับหมอนอีกครั้ง


หลังจากวันที่นางเจ็บปวดใจนั้น ในเดือนสุดท้ายของการเรียนกับหานอวิ๋นเฉิง อิ่งหลัวตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอาจารย์ นางจะจดจ่อกับทุกถ้อยคำอย่างไม่วอกแวก หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ นางก็ยกมือถามด้วยท่าทีสุขุม ไม่หลบสายตา ไม่แอบมองเขาด้วยความหลงใหลเช่นในอดีตอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่ง รอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้นั้นเต็มไปด้วยความเคารพในฐานะศิษย์คนหนึ่งเท่านั้น

หานอวิ๋นเฉิงเองก็ดูคล้ายจะพึงพอใจกับท่าทีเช่นนั้นของอิ่งหลัว เขาพยักหน้ารับคำตอบของนางอยู่หลายครั้ง บางคราวมุมปากก็ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นนางสามารถวิเคราะห์ตำราได้ด้วยตนเอง ความกังวลที่เคยซ่อนอยู่ในแววตาของเขาค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความภาคภูมิใจของผู้เป็นอาจารย์ที่ได้เห็นศิษย์เติบโตขึ้น

บทกลอนทั้งห้าบทที่เขาเคยมอบหมายให้นางแต่งนั้น อิ่งหลัวเพิ่งเข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งในช่วงเวลาที่พยายามตัดใจจากความรักที่ไม่ควรเกิด

ทุกถ้อยคำที่นางเคยเขียนด้วยน้ำตา บัดนี้กลับกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยให้นางปล่อยวางได้จริง และในที่สุด...นางก็ทำสำเร็จ

หลังจากจบหลักสูตร เจินกั๋วกงมาขอบคุณหานอวิ๋นเฉิงด้วยตนเอง สีหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง เขาประสานมือคารวะอย่างจริงใจ พร้อมนำของกำนัลล้ำค่ามามอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณที่ช่วยชี้แนะบุตรสาว

หานอวิ๋นเฉิงส่ายหน้าเบา ๆ พลางยกมือปฏิเสธด้วยท่าทีสุภาพ

“กั๋วกงมีพระคุณต่อบ้านเมือง เคยนำทัพปราบศัตรูจนแผ่นดินสงบ ข้ามิอาจรับของกำนัลนี้ได้”

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งและหนักแน่น ไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย ทว่าเจินกั๋วกงเพียงหัวเราะเบา ๆ ดวงตาฉายแววเอ็นดู ก่อนกล่าวคำอำลาอย่างไม่ยอมแพ้

ท้ายที่สุด เมื่อหานอวิ๋นเฉิงเผลอ เจินกั๋วกงก็แอบให้คนของตนนำหีบของกำนัลไปวางไว้บนรถม้าของเขาเสียเรียบร้อย

ส่วนอิ่งหลัว ยืนอยู่เบื้องหน้าอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย นางสูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนประสานมือและย่อกายคารวะอย่างงดงาม สีหน้าสงบ แววตาแน่วแน่ แม้ภายในใจจะยังมีความอาลัยอยู่ลึก ๆ ก็ตาม

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่อบรมสั่งสอน”

หานอวิ๋นเฉิงมองศิษย์สาวครู่หนึ่ง ดวงตาสงบดังเดิม ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ

“หวังว่าคุณหนูสามจะนำความรู้ที่มีใช้ให้เกิดประโยชน์”

สิ้นคำกล่าวนั้น เขาหมุนกายก้าวขึ้นรถม้าโดยไม่หันกลับมาอีก

นางเฝ้ามองจนรถม้าลับสายตา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้กับตนเองอย่างสงบ

จากนี้ไป...คงไม่ค่อยได้พบเขาอีกแล้ว อิ่งหลัวรู้สึกขอบคุณเขาที่ให้ประสบการณ์ความเจ็บปวด

นางถามกับตนเองซ้ำอีกครั้งว่ายังอยากเป็นฮูหยินเขาอยู่หรือไม่ แต่ทว่าคำตอบในใจยังคงเดิม

'ท่านอาจารย์ วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำท่านลำบากใจอีก เพราะศิษย์ผู้นี้ไม่ได้คิดจะเป็นฮูหยินท่านอีกแล้ว' นางพึมพำกับตนเองก่อนจะหมุนตัวเข้าจวนไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป